READING

รักที่จะอ่านก่อนอ่านได้: คุยกับหมอแพม–แพทย์หญิงปุษ...

รักที่จะอ่านก่อนอ่านได้: คุยกับหมอแพม–แพทย์หญิงปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี เรื่องพัฒนาการการอ่านและบทบาทของพ่อแม่ที่เริ่มจากความเข้าใจ

หนึ่งในพัฒนาการของลูกที่คุณพ่อคุณแม่เฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นเสมอ คือวันที่ลูกเริ่มอ่านหนังสือเองได้เป็นครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นเพียงการเริ่มอ่านคำง่ายๆ แต่นั่นก็เป็นสัญญาณว่าลูกกำลังเริ่มเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งการอ่าน และพร้อมจะก้าวสู่เส้นทางใหม่ของการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จะทำให้เด็กสนใจการอ่านและสร้างนิสัยรักการอ่านให้ติดตัวไปจนโตได้นั้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและความเข้าใจของพ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการการอ่านของลูกก็มีส่วนสำคัญ

พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงและกังวลใจว่าลูกจะอ่านหนังสือได้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนอนุบาลบางแห่งไม่สอนให้ลูกอ่านออกเขียนได้เสียที ในทางกลับกันบางครอบครัวก็พยายามเร่งให้ลูกอ่านได้ ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเสียอีก

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ หมอแพม–แพทย์หญิงปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี ผู้ก่อตั้งเพจ หมอแพมชวนอ่าน ที่จะมาบอกว่าการอ่านไม่ได้เริ่มจากความเก่ง แต่เริ่มจากความพร้อมและความสุขของลูกต่างหาก

ตามพัฒนาการปกติแล้ว เด็กควรอ่านหนังสือได้ตอนไหน

เด็กทุกคนจะมีพัฒนาการตามลำดับ ฟัง พูด เขียน อ่าน ซึ่งการอ่านจะเกิดขึ้นหลังสุด การประสมคำหรือการถอดรหัสเสียงมักเกิดหลังอายุประมาณหกขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าสู่ประถมต้น การอ่านออกเขียนได้ในป.1–ป.2 ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ปกติมาก

แต่ปัญหาของระบบการศึกษาไทยคือการเร่งอ่านในวัยอนุบาล โรงเรียนบางแห่งสอนประสมคำตั้งแต่อายุสามสี่ขวบ ทั้งที่ยังไม่ใช่วัย เมื่อขึ้น ป.1 ครูจะเห็นความแตกต่างทันทีระหว่างเด็กที่ถูกฝึกให้อ่านเร็วกับเด็กที่เรียนตามพัฒนาการ สิ่งนี้ทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก จนกลายเป็นแรงกดดันทั้งต่อเด็ก ครู และผู้ปกครองโดยไม่จำเป็น

การพยายามเร่งให้ลูกอ่านได้เร็วที่สุด ส่งผลในระยะยาวอย่างไร

การเร่งอ่านในวัยที่ยังไม่พร้อมส่งผลจริงค่ะ งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าเด็กที่รู้สึกสนุกและมีความสุขในการเรียนรู้ จะค่อยๆ พัฒนาอย่างมั่นคงและมีแรงจูงใจภายในที่ยืนยาวกว่าเด็กที่ถูกเร่งให้เรียนเร็ว แม้เด็กที่ถูกเร่งอาจดูเก่งกว่าในช่วงอนุบาลหรือประถมต้น แต่พอถึงป.4–ป.5 เด็กกลุ่มนี้มักเริ่มรู้สึกไม่อยากเรียน เหนื่อยง่าย หรือขาดความกระตือรือร้น เพราะไม่ได้ผูกพันกับการอ่านจากความสุขตั้งแต่แรก

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านการฟังนิทาน ผ่านกิจกรรมในบ้านที่เต็มไปด้วยความสนุก เขามักจะค่อยๆ ดีขึ้นแบบยั่งยืนกว่า ดังนั้นการฝึกอ่านไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่แทนที่ช่วงเวลาการอ่านเล่นหรือการอ่านนิทานที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นค่ะ

ถ้าลูกยังอ่านไม่ออกขณะที่เพื่อนอ่านได้แล้ว พ่อแม่ควรทำอย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกให้ออกว่า ลูกอ่านไม่ออกเพราะยังไม่ถึงวัย หรืออ่านไม่ออกเพราะมีปัญหาที่ต้องประเมินเพิ่มเติม พื้นฐานของความสามารถด้านการอ่านประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือความเข้าใจสิ่งที่อ่าน และการรู้จำคำ การสะกดคำเป็นเพียงหนึ่งในขั้นสุดท้ายของกระบวนการ และสำคัญน้อยกว่าความเข้าใจด้วยซ้ำ

เช่น อนุบาล 3 อ่านไม่ออก คือปกติ แต่ถ้า ป.3 แล้วยังประสมคำไม่ได้ ควรประเมินเพิ่มเติม เพราะอาจมีภาวะ LD (Learning Disorder) ได้

ช่วงหลังเราเห็นมีการเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาฯ เอาหนังสือมานะมานีกลับมา เพราะว่าหนังสือเรียนแบบใหม่ทำให้เด็กไทยอ่านไม่ออก คุณหมอมองเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าหนังสือเรียนแบบใดแบบหนึ่งทำให้เด็กอ่านไม่ออก และส่วนตัวหมอไม่คิดว่าเป็นเพราะหนังสือเรียนอย่างเดียว ในยุคของพ่อแม่ มานะมานี เป็นสื่อไม่กี่ชนิดที่สนุกที่สุดในวัยเด็ก จึงผูกพันกับหนังสือเหล่านี้มาก แต่เด็กยุคนี้มีสื่อหลากหลายมากกว่า ทั้งนิทานภาพสวยๆ หนังสือนำเข้าที่น่าอ่าน และสิ่งเร้าต่างๆ ที่แข่งขันความสนใจของเด็กอย่างมาก จะให้เด็กมีความรู้สึกผูกพันกับหนังสือเรียนแบบเดิมๆ เหมือนรุ่นก่อนแทบเป็นไปไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่งานวิจัยชี้ชัดคือทัศนคติของพ่อแม่ วิธีการของครู และประสบการณ์การอ่านร่วม ถ้าครูอ่านในห้อง ถ้าพ่อแม่อ่านให้ฟังที่บ้าน แม้ใช้หนังสือเล่มเดียวกัน เด็กก็สามารถมีทักษะการอ่านที่ดีได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียวเลย

การสร้างนิสัยรักการอ่านควรเริ่มจากพ่อแม่จริงไหม

การสร้างนิสัยรักการอ่านเริ่มต้นที่บ้านจริงค่ะ เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถหยิบหนังสือมาอ่านเอง หรือสร้างบรรยากาศการอ่านด้วยตัวเองได้เลย จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากพ่อแม่ การได้ยินเสียงอ่าน ได้เห็นผู้ใหญ่จับหนังสือ หรือได้อยู่ในบ้านที่มีพื้นที่ของการอ่านเป็นเรื่องธรรมดา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กซึมซับนิสัยนี้

เด็กทุกคนเลือกสิ่งที่ทำให้เขาได้อยู่ใกล้คนที่เขารักที่สุด ถ้าวัดกันเฉพาะความสนุก คลิปวิดีโอชนะหนังสือแน่นอน ทั้งแสง สี เสียง การตัดต่อ ทุกอย่างดึงดูดกว่า แต่เหตุผลที่หนังสือยังชนะได้ เพราะหนังสือมาพร้อมกับพ่อแม่ เพราะหนังสือทำให้เกิดช่วงเวลาของเสียงอ่านอบอุ่น การกอด การนั่งแนบชิด การพูดคุยถามตอบ และสายตาที่มองหน้ากัน สิ่งนี้คลิปวิดีโอให้ไม่ได้เลย เด็กจึงเลือกหนังสือเมื่อหนังสือมาพร้อมพ่อแม่ เพราะสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือความใกล้ชิด ไม่ใช่เนื้อหาเพียงอย่างเดียว และความผูกพันแบบนี้ต้องสร้างตั้งแต่เล็ก ถ้าปล่อยให้หน้าจอเข้ามาแทนที่ตั้งแต่แรก เด็กจะไม่รู้เลยว่าความสุขแบบการอ่านร่วมกันคืออะไร

อยากฝากอะไรถึงพ่อแม่ที่กำลังกังวลเรื่องการอ่านของลูกไหม

อย่าเริ่มต้นจากความกังวลว่า ลูกอ่านออกหรือยัง แต่ให้เริ่มถามตัวเองว่า ครอบครัวเรามีกิจวัตรการอ่านหรือยัง การอ่านต้องเป็นกิจกรรมประจำวัน เหมือนการล้างหน้า แปรงฟัน หรืออาบน้ำ ไม่ใช่กิจกรรมเสริมที่ทำเฉพาะวันที่ว่าง

เด็กบางคนตอนแรกไม่ฟัง เดินหนี หรือลุกไปเล่น พ่อแม่ยังคงอ่านต่อไปค่ะ เพราะสิ่งที่ค่อยๆ ซึมลงไปในใจเด็กคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่จำนวนหน้าที่อ่านจบ การอ่านร่วมกันทุกวันคือของขวัญที่พ่อแม่มอบให้ลูก คือเวลาที่เราสละเพื่อเขา ไม่ใช่เพื่อทักษะเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายนี้ การอ่านไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องปลูกฝังด้วยเวลา ความใส่ใจ และความรักของครอบครัวค่ะ

สัมภาษณ์วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

RELATED POST

COMMENTS ARE OFF THIS POST