READING

NEWS UPDATE: รายงานชี้เด็กในอาร์คันซอและทั่วสหรัฐฯ...

NEWS UPDATE: รายงานชี้เด็กในอาร์คันซอและทั่วสหรัฐฯ เผชิญความยากจนเพิ่มขึ้น หลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือช่วงโควิด-19

มูลนิธิ Annie E. Casey Foundation (AECF) เปิดเผยรายงานล่าสุด Measuring Access to Opportunity in the United States: A 10-Year Update พบว่า อัตราเด็กที่อยู่ในความยากจนในรัฐอาร์คันซอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 8.9 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2019–2021 เป็น 14.5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2022–2024 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ (U.S. Census Bureau) ผ่านมาตรวัดความยากจนแบบเสริม หรือ Supplemental Poverty Measure (SPM) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่สะท้อนความเป็นจริงด้านการเงินของครัวเรือนได้ดีกว่าการวัดแบบเดิม โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าดูแลเด็ก รวมถึงปรับตามค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ และผลของสวัสดิการจากภาครัฐ

ผลการสำรวจระบุว่า เด็กมากกว่าหนึ่งในแปดคนทั่วประเทศยังคงอยู่ในภาวะยากจน และในรัฐอาร์คันซอ เด็กหนึ่งในเจ็ดคนประสบปัญหาขาดแคลนอาหารขั้นพื้นฐาน โดยรายงานชี้ว่าหากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล อัตราความยากจนในรัฐอาร์คันซอจะสูงกว่านี้ถึงเท่าตัว อยู่ที่ราว 29.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของโครงการสวัสดิการและนโยบายสาธารณะในการช่วยเหลือครอบครัวที่ยากลำบาก

ในปี 2024 เด็กที่อยู่ในภาวะยากจนทั่วสหรัฐฯ กว่า 61 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 5.9 ล้านคน ยังอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีผู้ปกครองอย่างน้อยหนึ่งคนทำงานอยู่ แสดงให้เห็นว่าการมีรายได้จากงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการหลุดพ้นจากความยากจน

Pete Gess ผู้อำนวยการนโยบายเศรษฐกิจจากองค์กร Arkansas Advocates for Children and Families กล่าวถึงสาเหตุหนึ่งของปัญหานี้ว่า รัฐอาร์คันซอไม่มีเครดิตภาษีรายได้ (Earned Income Tax Credit) หรือเครดิตภาษีเด็ก (Child Tax Credit) ในระดับรัฐ ทั้งที่มาตรการเหล่านี้ช่วยยกระดับชีวิตเด็กให้พ้นจากความยากจนได้อย่างชัดเจนในหลายรัฐ หากอาร์คันซอนำมาปรับใช้ก็จะเห็นผลลัพธ์เช่นเดียวกัน

รายงานของ AECF ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2021 อัตราความยากจนในเด็กทั่วประเทศอยู่ที่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีการสนับสนุนทางสังคมและโครงการเครดิตภาษีเด็กฉุกเฉินในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาตรการเหล่านี้ช่วยให้เด็กกว่า 15 ล้านคน พ้นจากความยากจนได้ในปีเดียวกัน แต่หลังจากสิ้นสุดการสนับสนุนดังกล่าว ตัวเลขก็เพิ่มกลับมาเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2024 หรือเกือบเท่าระดับก่อนเกิดโควิด หากไม่มีโครงการช่วยเหลือจากรัฐ อัตรานี้อาจสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ โดยพบว่า เด็กผิวสีและเด็กเชื้อสายลาตินได้รับผลกระทบหนักที่สุด อัตราความยากจนในเด็กผิวสีเพิ่มจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ และในเด็กเชื้อสายลาตินเพิ่มจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2021–2024

ภูมิภาคทางใต้ของสหรัฐฯ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราความยากจนในเด็กสูงที่สุดและเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉลี่ยสูงขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างช่วงปี 2019–2021 และ 2022–2024

นักวิจัยประเมินว่า ความยากจนในเด็กสร้างภาระต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี จากการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจ รายได้ตลอดชีวิตที่ลดลง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้านสุขภาพ อาชญากรรม และสวัสดิการสังคม

Leslie Boissiere รองประธานฝ่ายกิจการภายนอกของมูลนิธิ AECF กล่าวว่า ความยากจนเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาและความเป็นอยู่ระยะยาวของเด็ก รวมถึงส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ข้อมูลในรายงานนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงการจากภาครัฐมีบทบาทโดยตรงในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัว หากเราลงทุนในนโยบายที่ส่งเสริมสวัสดิการและรายได้ที่มั่นคง เราจะช่วยให้เด็กจำนวนมากเติบโตอย่างมีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคตได้

อ้างอิง
talkbusiness

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST