ผลการศึกษาจากฐานข้อมูลการเสียชีวิตของเด็กแห่งชาติของอังกฤษ (National Child Mortality Database NCMD) พบว่า เด็กที่เสียชีวิตในอังกฤษช่วงปี 2019 ถึง 2023 ประมาณ 1 ใน 14 คน หรือราว 7% มีพ่อแม่ที่เป็นญาติใกล้ชิดกันทางสายเลือด สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านโรคพันธุกรรมและความผิดปกติแต่กำเนิดที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กดังกล่าว
รายงานระบุว่า ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอลได้วิเคราะห์ข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตมากกว่า 13,000 ราย และพบว่าสัดส่วนเด็กที่มีพ่อแม่เป็นญาติใกล้ชิดมีจำนวนมากกว่าที่คาดเมื่อเทียบกับสัดส่วนในประชากรทั่วไป ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีมาตรการด้านสาธารณสุขที่จริงจัง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและปรับปรุงการดูแลครอบครัวกลุ่มนี้
การศึกษายังพบความแตกต่างอย่างชัดเจนในเชิงชาติพันธุ์และฐานะทางเศรษฐกิจสังคม โดยเกือบ 80% ของเด็กที่เสียชีวิตและมีพ่อแม่เป็นญาติใกล้ชิดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เอเชีย โดยเฉพาะชุมชนเชื้อสายปากีสถาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิดมากกว่าพื้นที่อื่น
นอกจากนี้ มากกว่า 52% ของเด็กกลุ่มดังกล่าวอาศัยอยู่ในพื้นที่ยากจนที่สุดของอังกฤษ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในเด็ก
ผู้วิจัยระบุว่า เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดมีโอกาสสูงขึ้นที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมและโรคที่ถ่ายทอดทางสายเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กจำนวนมาก โดยข้อมูลในช่วงปี 2019 ถึง 2023 พบว่ากว่า 25% ของการเสียชีวิตของเด็กทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของโครโมโซมและปัจจัยทางพันธุกรรม และในจำนวนนี้เกือบ 17% เป็นเด็กที่มีพ่อแม่เป็นญาติใกล้ชิด
ด้านโฆษกของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ระบุว่า รายงานดังกล่าวช่วยยืนยันหลักฐานเรื่องความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการแต่งงานในเครือญาติ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางมาตรการป้องกัน โดย NHS กำลังมีโครงการนำร่องฝึกอบรมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญในชุมชนที่มีอัตราการแต่งงานระหว่างญาติใกล้ชิดสูง เพื่อให้คำแนะนำและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกและเด็ก
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่างานวิจัยดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการวิเคราะห์ระดับประเทศครั้งแรกของโลกที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเสียชีวิตของเด็กกับการที่พ่อแม่เป็นญาติใกล้ชิด และอาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการทบทวนนโยบายด้านสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันในอนาคตของอังกฤษ

COMMENTS ARE OFF THIS POST