สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. ออกมาเตือนชัดเจนว่า การตรวจยีนเพื่อบอกว่าเด็กเก่งด้านใด เป็นเรื่องไม่จริงและยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับในเชิงพรสวรรค์
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการ Genomic Thailand ทำให้ทราบชัดว่า ยีนไม่สามารถใช้ทำนายพรสวรรค์ของเด็กได้อย่างที่มีการโฆษณา พร้อมเตือนว่า อันตรายสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่คือการที่ผู้ปกครองเชื่อผลตรวจมากเกินไป จนตีกรอบอนาคตลูก เช่น หากผลตรวจระบุว่าเด็กเด่นด้านคณิตศาสตร์ อาจถูกผลักดันให้เดินสายวิทย์หรือสายตัวเลข ทั้งที่ความจริงเด็กอาจมีความสนใจหรือศักยภาพด้านอื่นมากกว่า
นพ.ศุภกิจ ยกตัวอย่างงานวิจัยจากเยอรมนี ที่นำเส้นผมของ Ludwig van Beethoven คีตกวีระดับโลก มาตรวจรหัสพันธุกรรมเพื่อประเมินศักยภาพด้านดนตรีตามเกณฑ์ปัจจุบัน ผลกลับพบว่า คะแนนพันธุกรรมด้านดนตรีต่ำกว่าคนทั่วไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หากใช้ยีนเป็นตัวตัดสินพรสวรรค์ โลกอาจไม่มีนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่อย่างบีโทเฟนเกิดขึ้นเลย
นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างฝาแฝดไข่ใบเดียวกันที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเติบโตในสภาพแวดล้อมต่างกัน ก็อาจมีระดับสติปัญญา บุคลิกภาพ และความสามารถต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ และการฝึกฝน มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยีนมีบทบาทจริงในบางเรื่อง เช่น โรคทางพันธุกรรม หรือความเสี่ยงด้านสุขภาพบางชนิด เช่น ภาวะตาบอดแต่กำเนิด หรือโครงสร้างร่างกายบางลักษณะที่อาจเอื้อต่อกีฬา แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยตัดสินเด็ดขาดว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตด้านใด
นพ.ศุภกิจ เน้นย้ำว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ด้วยยีนและขอให้ผู้ปกครองใช้วิจารณญาณในการเลือกรับบริการ เพราะการส่งเสริมลูกควรเริ่มจากการสังเกตความชอบตามธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ลองหลายสิ่ง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มากกว่าฝากความหวังไว้กับผลตรวจเลือดหรือดีเอ็นเอที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ
ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. อยู่ระหว่างติดตามและตรวจสอบคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีการโฆษณาตรวจยีนเพื่อวัดพรสวรรค์เด็ก เนื่องจากอาจเข้าข่ายใช้ข้อมูลไม่ครบถ้วนในการจูงใจผู้บริโภค
ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กมองว่า ในยุคที่คุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องอนาคตลูก การโฆษณาแนวนี้อาจดูน่าสนใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ ให้เวลา ทดลองเรียนรู้ และสนับสนุนลูกตามตัวตนจริง มากกว่าการรีบสรุปอนาคตจากผลตรวจเพียงใบเดียว

COMMENTS ARE OFF THIS POST