จีนกำลังเผชิญวิกฤตประชากรต่อเนื่อง หลังมีการประเมินว่าในปี 2025 จำนวนเด็กเกิดใหม่อาจลดลงต่ำกว่า 9 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมาก แม้ว่าจีนจะยุติ นโยบายลูกคนเดียว ไปแล้วเกือบ 10 ปี
รายงานจาก Nikkei Asia ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนนโยบายจากการจำกัดการมีบุตร มาเป็นการสนับสนุนให้มีลูกมากขึ้น อาจยังไม่สามารถหยุดแนวโน้มคนเกิดน้อยของจีนได้
ก่อนหน้านี้จีนเคยมีเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 2022 และตัวเลขยังคงลดลงต่อเนื่องในปี 2023 แม้ในปี 2024 จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดของจีนลดลงคือจำนวนการแต่งงานที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากในสังคมจีน การมีลูกนอกสมรสยังไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้การแต่งงานมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการมีลูก
ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับ ภาระค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าครองชีพ ราคาบ้าน ค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่งผลให้หลายครอบครัวเลือกชะลอการมีลูก หรือไม่อยากมีลูกเลย
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น ทั้งการอนุญาตให้มีลูก 2 คน และต่อมาเปิดทางให้มีลูกได้ 3 คน รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินอุดหนุนและสวัสดิการในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การแก้ปัญหาประชากรลดลงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะความกังวลของคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการมีลูกคือภาระที่หนักเกินไปในยุคปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากจำนวนเด็กเกิดใหม่ยังลดลงต่อเนื่อง จะส่งผลต่อโครงสร้างประชากรของจีนในระยะยาว โดยจีนจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วขึ้น ขณะที่แรงงานวัยทำงานลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ การผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก แต่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนคนเกิดใหม่ลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ แม้จะมีการเปลี่ยนนโยบายด้านประชากรไปแล้วก็ตาม

COMMENTS ARE OFF THIS POST