READING

NEWS UPDATE: 65% ของเด็กไทยเคยโดนบูลลี่ แล้วจะสังเ...

NEWS UPDATE: 65% ของเด็กไทยเคยโดนบูลลี่ แล้วจะสังเกตยังไงถ้าลูกกำลังเป็นหนึ่งในนั้น?

ในสายตาของผู้ใหญ่ คำพูดบางคำอาจเป็นแค่การแซวเล่น แต่สำหรับเด็กแล้ว คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจไปอีกนาน

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระราม 9 อธิบายว่า หลายคนยังเข้าใจว่าการบูลลี่เป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในความเป็นจริง การกลั่นแกล้งถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะ PTSD รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตัวเองได้

การบูลลี่ไม่ได้มีแค่การทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึงการล้อเลียน เสียดสี กีดกันออกจากกลุ่ม ทำลายทรัพย์สิน และ Cyberbullying ที่กำลังน่ากังวลมากขึ้น เช่น การตัดต่อรูป ปล่อยข่าวลือ หรือโพสต์ประจานบนโซเชียล ซึ่งทำให้เด็กต้องเจอกับความเจ็บปวดซ้ำๆ ทุกครั้งที่มีคนแชร์หรือแสดงความคิดเห็น

ผู้ปกครองจึงควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูก หากลูกเริ่มเก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มากผิดปกติ ร้องไห้ขณะเล่นมือถือ ไม่ค่อยพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวและทำร้ายตัวเอง อาจเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังเผชิญปัญหาบางอย่าง

พญ.ปรานี ระบุว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งเด็กที่ถูกบูลลี่และเด็กที่เป็นผู้บูลลี่ เพราะผู้กระทำหลายคนอาจกำลังเผชิญปัญหาในครอบครัวหรือปัญหาสุขภาพจิตเช่นกัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ช่วยปกป้องลูกได้ดีที่สุด คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว และช่วยให้ลูกเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในตัวเอง เพราะเด็กที่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงกว่า และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

อ้างอิง
khaosod

Supinya R.

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

RELATED POST

COMMENTS ARE OFF THIS POST