READING

4 วิธีแบ่งเวลาระหว่างการทำงานและครอบครัว (Work Lif...

4 วิธีแบ่งเวลาระหว่างการทำงานและครอบครัว (Work Life Balance)

ในยุคที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่รายจ่ายของครอบครัวไม่มีวี่แววว่าจะลดลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ คุณพ่อคุณแม่ทุกครอบครัวย่อมต้องอยากทำงานมากขึ้น หารายได้มากขึ้น เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นคงของครอบครัว

แต่ยิ่งทำงานมากขึ้นเท่าไร ก็เป็นไปได้ว่าคุณพ่อคุณแม่อาจหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับการมีเวลาให้ครอบครัว และลืมคิดไปว่าการทุ่มเทนั้นอาจเป็นการบั่นทอนช่วงเวลาที่ควรมีความสุขของทุกคนในครอบครัว รวมถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณพ่อคุณแม่ในอนาคตได้

Chris Chancey ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพและเจ้าของบริษัท Amplio Recruiting กล่าวว่า “สมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับการแบ่งเวลาในแต่ละวันของคุณไม่เท่ากัน การทำงานควรที่จะมีความยืดหยุ่น ในขณะที่ยังมีร่างกายยังมีแรงในการทำสิ่งต่างๆ อาจมีบางวันที่คุณทำงานนานขึ้นเพื่อให้คุณมีเวลาในสัปดาห์ต่อมาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ”

ดังนั้นควรมีวิธีจัดการแบ่งเวลาระหว่างการทำงานกับเวลาที่ควรอยู่กับครอบครัว (Work Life Balance) เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงานและการใช้ชีวิต

1. หางานที่ตัวเองชอบ

WorkLifeBalance_web_1

แม้ว่าหน้าที่การงานบางอย่าง จะเป็นค่านิยมที่สังคมคาดหวัง แต่การไม่ได้ทำงานที่ตรงกับความชอบและความสนใจของตัวเองเพราะต้องหาเงินมาใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวนั้น นานไปอาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่องานที่ทำ เครียด และไม่มีความสุขในชีวิตแต่ละวันได้

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกแย่กับเย็นวันอาทิตย์ หรือเช้าวันจันทร์ เพราะการต้องออกไปทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ นอกจากจะทำให้รู้สึกบั่นทอนจิตใจยังทำให้เสียสุขภาพจิต ส่งผลเป็นความเครียดสะสมที่อาจมีผลกระทบต่อการเลี้ยงลูกได้

2. วางแผนเพื่อแบ่งเวลาล่วงหน้า

WorkLifeBalance_web_2

การบริหารเวลาอย่างมีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางแผนที่ดี หากคุณพ่อคุณแม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นหรืองานที่ต้องทำล่วงหน้าได้ก็จะสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ลงตัวยิ่งขึ้น เช่น หากรู้ตัวว่าช่วงสิ้นเดือน จะมีงานยุ่งเป็นพิเศษ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเลือกแบ่งเวลาให้ครอบครัวในช่วงต้นหรือกลางเดือนมากขึ้น และคุยหรือบอกกับคนในครอบครัวให้เข้าใจเหตุผลตั้งแต่เนิ่นๆ ได้

และสิ่งที่สำคัญคือการแบ่งเวลาควรไม่ให้เกิดผลเสียทั้งสองอย่าง ไม่ว่าในด้านการงานและด้านการดูแลครอบครัว

3. ลาพักร้อนบ้าง

WorkLifeBalance_web_3

จากการศึกษาของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2018 พบว่า 52% ของพนักงานมีวันหยุดพักผ่อนที่ไม่ได้ใช้ในช่วงปลายปี เพราะพนักงานมักกังวลว่าการหยุดงานจะทำให้มีงานค้างมากขึ้นเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง ทั้งที่ความกลัวนี้ไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการหยุดงานด้วยซ้ำ

บางครั้งการชาร์จแบตฯ ที่แท้จริง อาจหมายถึงการใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนและหยุดการทำงานในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ และเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจก่อนจะกลับไปทำงานอีกครั้ง

4. หากิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว

WorkLifeBalance_web_4

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ควรจัดให้เป็นวันหยุดของทุกคนในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ช่วงเวลานี้ทำกิจกรรมร่วมกับลูก เช่น พาลูกไปเที่ยวในที่ลูกอยากไป พาลูกไปกินอาหารที่ลูกชอบ

ถ้าเป็นไปได้ควรเลื่อนการนัดหมายเรื่องงานในวันหยุด เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เอาเวลาที่ควรใช้กับครอบครัวไปสนใจแต่เรื่องงาน

ดังนั้นเมื่อถึงวันหยุด คุณพ่อคุณแม่ควรเอาตัวเองออกมาจากบทบาทของหน้าที่การงานสักครู่ แล้วให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคการ Work Life Balance ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรลืมหรือมองข้ามเลยค่ะ

อ้างอิง
businessnewsdaily
coburgbanks

COMMENTS ARE OFF THIS POST