READING

NEWS UPDATE: การให้เด็กนั่งคาร์ซีตอย่างถูกวิธี ช่ว...

NEWS UPDATE: การให้เด็กนั่งคาร์ซีตอย่างถูกวิธี ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บได้ถึง 70%

สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (American Academy of Pediatrics: AAP) แนะนำให้ใช้คาร์ซีตแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะ ตั้งแต่อายุ 2 ปีขี้นไป ตอนนี้องค์กรได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติใหม่ และต้องการให้เด็กนั่งคาร์ซีตแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะ เมื่อน้ำหนักและส่วนสูงถึงตามที่บริษัทผู้ผลิตแจ้งไว้ แม้ว่าพวกเขาจะมีอายุแก่กว่าเกินที่จะนั่ง ภายใต้กฎข้อบังคับใหม่ เด็กส่วนใหญ่สามารถใช้คาร์ซีตแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะได้ถึงอายุ 4 ขวบ

นาตาชา ยัง—เจ้าหน้าที่เทคนิคขององค์กรไม่แสวงหากำไร Safe Kids Worldwide กล่าวว่า “มันสำคัญจริงๆ ที่จะป้องกันเด็กไว้ในคาร์ซีตให้นานเท่าที่เป็นไปได้ แม้ว่าขาของเด็กจะยาวเกินกว่านั่งคาร์ซีต พวกเขาก็สามารถงอขาให้ขาอยู่ในคาร์ซีตได้ และขาของพวกเขาก็จะปลอดภัย”

ระหว่างนาตาชาสอนติดตั้งคาร์ซีต เธอยังบอกอีกว่ามันจำเป็นมาก ที่จะต้องให้เด็กอยู่ในคาร์ซีต เพราะว่ามันช่วยป้องกันเด็กจากอุบัติเหตุรถชน “มันช่วยรักษาหัวและคอของลูกให้ปลอยภัยได้” เธอกล่าว

พ่อแม่มักทำผิดพลาด โดยเปลี่ยนให้ลูกนั่งคาร์ซีตทิศทางเดียวกับเบาะเร็วเกินไป นาตาชากล่าวว่า “ถ้าลูกเริ่มร้องไห้โวยวาย ระหว่างพ่อแม่ติดตั้งคาร์ซีต พ่อแม่จะเริ่มสร้างความบันเทิงให้กับลูก เลยยอมหันหน้าลูกเข้าหาตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ”

นโยบายใหม่แนะนำว่า ให้เด็กที่อายุมากใช้คาร์ซีตแบบนั่งหันหน้าเข้าเบาะและคาร์ซีตแบบมีพนักพิงด้านหลัง จนกว่าน้ำหนักพวกเขาจะเกินกว่ากำหนดที่จะนั่งได้

เบนจามิน ฮอฟฟ์แมน—คณะกรรมการของสถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน กล่าวว่า “สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับเด็กอเมริกาในแต่ละวันคือการนั่งรถ”

คณะกรรมการบริหารความรุนแรงและสิ่งที่เป็นอันตราย (Violence and Poison Prevention Executive Committee) กล่าวว่า “รถชนยังเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตของเด็กอายุ 4 ขวบ หรือแก่กว่านั้น”

 

องค์กรได้กล่าวไว้ว่า การใช้คาร์ซีตอย่างถูกต้อง หรือใช้คาร์ซีตแบบที่มีพนักพิงด้านหลัง จะช่วยลดอัตราการตายหรือการบาดเจ็บได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดอุบัติเหตุขณะลูกนั่งอยู่ในรถ

 

 

อ้างอิง

CBS News


Pitchaya T.

เพราะเชื่อว่าเรื่องราวของจิตใจสำคัญไม่แพ้ความแข็งแรงของร่างกาย เราอยากให้ 'พ่อแม่สมัยนี้' ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่กระทบใจลูก ดังนั้น เราจะผลิตเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้พ่อแม่รู้เอง :)

RELATED POST