READING

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก: โรงเรียนที่ไม่มีตำราเรียน...

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก: โรงเรียนที่ไม่มีตำราเรียน แต่ใช้ประสบการณ์ชีวิตมาเป็นตำรา

ในเช้าวันธรรมดาผู้คนเริ่มออกไปทำงาน M.O.M ได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจโรงเรียนอนุบาลช้างเผือกซึ่งตั้งอยู่ย่านลาดพร้าว

เราได้พบกับ ครูอั๋น—อันธิกา ภูวภิรมย์ขวัญ และ ครูเกด—ภูวฤทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ ทั้งสองคนออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้เล่าเรื่องราวความน่ารักของโรงเรียนแห่งนี้ให้พวกเราได้ฟังกัน

โรงเรียนอนุบาลช้างเผือกมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักแต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันร่มรื่นจากธรรมชาติ และยังสามารถจัดสรรพื้นที่ทุกตารางนิ้วภายในโรงเรียนให้มีครบทุกสิ่งที่เด็กต้องการ

เรามองเห็นเด็กๆ เริ่มทยอยมาโรงเรียนด้วยหน้าตาแจ่มใส ราวกับว่าโรงเรียนแห่งนี้แหละ คือที่ที่พวกเขาจะได้เล่นสนุกและปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่

เอาล่ะ… ในเมื่อเด็กๆ พร้อมแล้ว เราก็พร้อมที่จะถอดรองเท้าแล้วไปสำรวจพื้นที่ปล่อยพลังไปพร้อมกับเด็กๆ เหมือนกัน!

“เราอยากให้โรงเรียนเราเป็นพื้นที่ของเด็ก ที่พอเขาก้าวเข้ามาก็จะรู้สึกมั่นใจและอุ่นใจว่าทุกคนที่นี่เข้าใจเขา และเขาสามารถปลดปล่อยธรรมชาติความเป็นเด็กได้เต็มที่”

กิจวัตรประจำของเด็กๆ ช้างเผือก

สมาคมโต๊ะกลม เป็นกินวัตรของเด็กๆ ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามาจากบ้าน และเอาอาหารที่เตรียมมาเอง มานั่งรับประทานด้วยกันที่โรงอาหาร ส่วนเด็กรับประทานอาหารเช้ามาแล้วก็จะไปรดน้ำต้นไม้หรือวิ่งเล่นกันตามอัธยาศัย

ช่วงเช้า เด็กแต่ละห้องจะมีภารกิจที่คุณครูจมอบหมาย เช่น รดน้ำผักที่พวกเขาปลูกไว้ด้วยตัวเอง เด็กหลายคนก็อยากมาโรงเรียนแต่เช้าเพื่อดูการเจริญเติบโตของผักที่จะต้องเอามาทำอาหารของตัวเอง

พอเวลาประมาณ 8:30 น. ก็จะมี ‘กิจกรรมรับอรุณ’ ซึ่งเป็นกิจกรรมสนุกสนานที่หมุนเวียนและเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยมีกลุ่มประธานนักเรียนจากชั้นอนุบาล 3 เป็นคนคิดกิจกรรมให้น้องๆ เล่น

โรงเรียนมองว่า สิ่งที่เด็กคิดเอง มักจะเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำมันได้จริง ที่นี่ถึงใช้คำว่า mind drive my education เพราะเราจะรับฟังและให้โอกาสเด็ก และทำตัวเป็นเพียงผู้เอื้อพื้นที่ให้เด็กๆ เท่านั้น เราอยากให้โรงเรียนเราเป็นพื้นที่ของเด็ก ที่พอเขาก้าวเข้ามาก็จะรู้สึกมั่นใจและอุ่นใจว่าทุกคนที่นี่เข้าใจเขา และเขาสามารถปลดปล่อยธรรมชาติความเป็นเด็กได้เต็มที่

หลักสูตรที่สอนให้เด็กเรียนรู้และรู้จักตัวเอง

แต่ละห้องเรียนจะมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน ต่อคุณครู 3 คน น้องเล็กสุดคือเด็กๆ ชั้นเตรียมอนุบาลจะใช้หลักสูตรการสอนแบบวอลดอร์ฟ คือเน้นการเล่น เล่านิทาน ร้องเพลง เต้น และเคลื่อนไหวร่างกาย

พอขึ้นอนุบาล 1 จะเริ่มใช้แนวทางมอสเตสเซอรี จากเล่นคนเดียวก็พัฒนาเป็นเล่นด้วยกัน เด็กได้เรียนรู้ว่าการควบคุมตัวเอง การอยู่ร่วมกับคนอื่น และการเล่นกับเพื่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อนุบาล 2 เด็กๆ จะได้เรียนรู้ศาสตร์การละคร เพราะเราเชื่อว่าศาสตร์นี้จะช่วยให้เด็กรู้จักตัวเองมากขึ้น เราอยากให้พ่อแม่เข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน จึงทำการบูรณาการทุกอย่างเข้าไปในนิทาน การละคร ดนตรี บทกวี คำคล้องจอง เรื่องเล่า เพื่อให้เด็กๆ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาและท่าทางในแบบของเขา  เราจะรู้จักเด็กผ่านละครที่เขาเลือก การที่เขาจะเอาละครมาเล่นแต่ละเรื่องก็มาจากนิทานที่คุณแม่เล่าให้ฟังบ้าง มาจากเรื่องเล่าของคุณพ่อคุณแม่บ้าง หรือมาจากสิ่งที่เขาประทับใจเองก็มี

แต่ที่สำคัญก็คือเด็กๆ สามารถสร้างสรรค์เรื่องราวได้ตามจินตนาการของตัวเอง เช่น อยากเปลี่ยนให้เรื่องราวเป็นแบบนั้น อยากรับบทอะไรในเนื้อเรื่องนี้ หรืออยากให้เรื่องราวจบลงแบบไหน ก็สุดแล้วแต่เขา

ไม่ใช่แค่เรียนรู้ตัวเองแต่ละครจะสอดแทรกความรู้รอบตัวให้เด็กได้

ละครคือการถอดรูปแบบมาจากนิทานที่เด็กๆ คุ้นเคย แน่นอนว่าเด็กจะได้เรียนรู้การสื่อสารและการใช้ภาษา เพราะเด็กจะตีความจากคำพูดของตัวละครได้โดยที่คุณครูจะไม่อธิบายความหมาย แต่เขาจะตีความด้วยประสบการณ์ของตัวเอง

หรือการที่นิทานแต่ละเรื่องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น มีคนกี่คน มีต้นไม้กี่ต้น อะไรมากหรือน้อยกว่า มันมีเงื่อนไขของคณิตศาสตร์ตลอด หรือความรู้เรื่องของวิทยาศาสตร์ก็เยอะ เพราะนิทานมักจะมีทางออกให้ว่าเมื่อเกิดอุปสรรคจะต้องทำยังไง เช่น เกาะต้นซุงเพื่อไม่ให้จมน้ำ พอเขาเกิดความสนใจ เราก็เริ่มเอาความรู้นั้นมาทดลองกัน ความผิดถูกจะไม่มี เพราะเราสนใจที่กระบวนความคิดของเด็กมากกว่า

“เรารับฟังเด็กทุกอย่าง แต่จะไม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เท่าไรนัก เรารับฟังที่เด็กพูด แต่ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ความถูกผิด เราจะบอกเด็กเสมอว่า บางคำตอบอาจจะถูกต้องแล้ว แต่มันอาจจะถูกต้องแค่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะผิดแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ตัดสิน แต่ให้เด็กได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

วิธีการคิดสำคัญกว่าคำตอบที่ถูกต้อง

เรารับฟังเด็กทุกอย่าง แต่จะไม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เท่าไรนัก เรารับฟังที่เด็กพูด แต่ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ความถูกผิด เราจะบอกเด็กเสมอว่า บางคำตอบอาจจะถูกต้องแล้ว แต่มันอาจจะถูกต้องแค่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะผิดแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ตัดสิน แต่ให้เด็กได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าจะถามว่าโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก เป็นโรงเรียนแนวไหน ก็คงต้องตอบว่าเป็นแนวธรรมชาติ หรือแนวชีวิตจริงของเด็ก เพราะเราไม่มีตำราเรียน แต่ใช้ตำราที่มาจากประสบการณ์ชีวิต  เราใช้ธรรมชาติของเด็กและธรรมชาติของสังคมช่วยสอนให้เด็กจัดการตัวเอง

เราปล่อยให้เด็กเล็กเล่นอิสระกับธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สังเกตได้ว่า ถ้าธรรมชาติขาดอะไร เด็กก็จะไปตามหาสิ่งนั้น แต่ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจ เพราะบางทีเด็กเขากำลังหาและเรียนรู้อะไรบางอย่า การที่ผู้ใหญ่เข้าไปห้าม จะกลายเป็นว่ากระบวนการนี้ถูกตัดทอนไป

เด็กบางคนไม่ได้ซน เขาแค่กำลังทดลองว่าอะไรที่เหมาะสมกับเขา ซึ่งมันจะได้ผลเมื่อผู้ใหญ่มองเขาด้วยความเข้าใจ อนุบาลช้างเผือกอาจไม่ใช่โรงเรียนที่เน้นการมีนวัตกรรมทันสมัย เพราะเราใช้นวัตกรรมความเป็นมนุษย์ เราเอาธรรมชาติเด็กเป็นตัวตั้ง แล้วเอานวัตกรรมมารองรับความเป็นเด็กอีกที

“เด็กบางคนไม่ได้ซน เขาแค่กำลังทดลองว่าอะไรที่เหมาะสมกับเขา ซึ่งมันจะได้ผลเมื่อผู้ใหญ่มองเขาด้วยความเข้าใจ”

นอกจากเป็นโรงเรียนของลูก ยังเป็นโรงเรียนของพ่อแม่ด้วย

ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะว่าพื้นฐานของเด็ก 0-7 ปี จะใช้ร่างกายในการแสดงออก มากกว่าการคิด พ่อแม่หลายคนไม่ค่อยเข้าใจ และคิดว่าลูกจะต้องมีทักษะมากมายหลายอย่างถึงจะเอาตัวรอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใบนี้ได้ แต่คำว่าทักษะมันแปลได้หลายมิติ เอาแค่คำว่าเก่งของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

เราก็เลยมีโรงเรียนพ่อแม่ ให้พ่อแม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมกับลูก มานั่งดูลูก เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจลูกมากขึ้น เพราะเมื่อพ่อแม่เข้าใจลูกแล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองควรซัปพอร์ตลูกอย่างไร ไม่ใช่แค่คาดหวังในตัวลูกเท่านั้น

พ่อแม่จะเข้าเรียนในโรงเรียนพ่อแม่ได้อย่างไร

ก่อนที่ลูกจะเข้ามาเรียน โรงเรียนจะมีการสัมภาษณ์พ่อแม่ ให้เล่าเรื่องของตัวเอง ตั้งแต่ตอนเด็ก จนแต่งงานและมีครอบครัว

ต่อมา สามวันแรกในโรงเรียน พ่อแม่จะได้เข้ามาเรียนร่วมกับลูก  วันแรกเข้ามาเรียนรู้พฤติกรรมเมื่อลูกอยู่ร่วมกับคนอื่น มาเรียนรู้ใจตัวเองเวลาที่เห็นลูกทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ส่วนวันที่สองและสามจะให้พ่อแม่รออยู่นอกห้อง เพื่อให้ทั้งลูกและพ่อแม่ได้เรียนรู้การพรากจากไปพร้อมกัน

และกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือ กิจกรรม ‘My Jobs My Dream’ หรือการให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นคุณครูให้กับลูก โดยให้พ่อแม่ช่วยดีไซน์กิจกรรมของเด็กๆ

เราจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า โรงเรียนกับพ่อแม่มีภารกิจร่วมกันนะ เพราะเราเชื่อว่าถ้าพ่อแม่เข้าใจ เขาจะสามารถต่อยอดได้เมื่อลูกกลับไปที่บ้าน

Changphueak Kindergarten (โรงเรียนอนุบาลช้างเผือก)
รับนักเรียนตั้งแต่: เตรียมอนุบาล-อนุบาล 3
รับนักเรียนตั้งแต่อายุ: 1.5-6 ปี

ค่าธรรมเนียมการศึกษา:
30,900 บาท ต่อเทอม
ไม่รวมค่าอุปกรณ์แรกเข้า พร้อมชุดนักเรียน 30,000 บาท (ชำระครั้งเดียว)
ที่อยู่: 59 ซ.ลาดพร้าว 124 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
เบอร์โทร: 02-934-1513
website: changphueak
facebook: changphueakkindergarten

COMMENTS ARE OFF THIS POST