READING

INTERVIEW: อาย—ชฎาภรณ์ ฐานะศิริพงศ์ เจ้าของเพจ Roc...

INTERVIEW: อาย—ชฎาภรณ์ ฐานะศิริพงศ์ เจ้าของเพจ Rocky Journey จากคุณแม่มือใหม่สู่คุณแม่ผู้เปลี่ยนประสบการณ์เลี้ยงลูกให้เป็นแพสชั่นในชีวิต

หนึ่งในสิ่งที่ว่าที่คุณแม่มือใหม่หลายคนเริ่มทำ ตั้งแต่ก่อนหรือทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นแม่คน ก็คือเริ่มอ่านหรือหาข้อมูลจากหนังสือบ้าง เว็บไซต์บ้าง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การกดไลก์เพจเกี่ยวกับแม่และเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเพจคุณหมอ เพจนักจิตวิทยา รวมไปถึงเพจแชร์ประสบการณ์ตรงจากคุณแม่ตัวจริงเสียงจริง ก็มีให้ติดตามและหาข้อมูลการเลี้ยงลูกอย่างหลากหลาย

เราชวน คุณอาย—ชฎาภรณ์ ฐานะศิริพงศ์ คุณแม่น้องร็อกกี้ (เด็กชายวัยสองขวบกว่า) เจ้าของเพจ Rocky Journey ที่มีผู้ติดตามกว่าสองแสนคน มาพูดคุยถึงประสบการณ์ตั้งแต่วันที่ตัวเองเป็นว่าที่คุณแม่ จนกระทั่งเป็นคุณแม่มือใหม่ และเจ้าของเพจแม่และเด็กที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคุณแม่ยุคใหม่เป็นอย่างดี

ก่อนตั้งท้องน้องร็อกกี้

หลังแต่งงาน อายวางแผนว่าจะมีน้องเลย ก็ปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ โชคดีมาก ที่ปล่อยปุ๊บเขาก็มาทันที

แต่ก่อนจะรู้ตัวว่าท้อง ก็มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

ใช่ค่ะ เพราะเราปล่อยตามธรรมชาติ ก็เลยไม่ได้หวังหรือจดจ่อว่าจะต้องท้องตอนไหน วันนึงอายปวดท้องมาก แต่คิดว่ากำลังจะมีประจำเดือน แล้วปรากฏว่ามันปวดมาก ปวดจนน้ำตาไหล ก็เลยไปหาหมอ ตรวจไส้ติ่ง ตรวจนู่นตรวจนี่ก็ไม่เจออะไรผิดปกติ จนคุณหมอขออัลตราซาวนด์ ถึงเจอว่าเรามีน้อง แต่ตอนนั้นเขายังขนาดเล็กมาก เล็กกว่าลูกอ๊อดตัวเล็กๆ เหมือนเป็นผงอะไรสักอย่างที่เกาะอยู่ที่ผนังมดลูกของเรา

ตอนแรกตรวจกับหมอทั่วไป พอเจอแบบนี้ก็เลยต้องย้ายไปหาหมอสูติฯ ซึ่งคุณหมอบอกว่า เป็นเพราะมดลูกอายเซนซิทีฟมาก พอมีตัวอ่อนไปเกาะ มดลูกก็พยายามขับออก ซึ่งผู้หญิงสมัยใหม่ก็มีอาการแบบนี้ได้ เพราะร่างกายเราไม่ได้แข็งแรงบึกบึนอะไรมาก แล้วคุณหมอก็ฉีดยากันแท้งให้

ตอนนั้นอายุครรภ์กี่สัปดาห์

อย่าเรียกว่าเป็นสัปดาห์เลยค่ะ (หัวเราะ) คือเล็กมาก น่าจะหน่วยเป็นวันมากกว่า

“พอเรารู้ว่ามีเขาอยู่ในท้องแล้ว
ยังไงก็ต้องพยายามประคับประคองให้เขาอยู่กับเราให้ได้”

ถ้าไม่ไปหาหมอในวันนั้น

ก็อาจไม่รู้ตัวว่าท้อง เหมือนที่เขาบอกว่าตอนท้องอ่อนๆ ลูกจะหลุดได้ ก็คือแบบนี้ คุณแม่อาจไม่รู้ตัว แล้วคิดว่าแค่ประจำเดือนมาผิดปกติก็ได้

หลังจากคุณหมอให้ยากันแท้งแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

คุณหมอฉีดยาแล้วให้กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่หลังจากนั้นก็ยังรู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไร พออีกสองอาทิตย์ก็ไปฉีดยาอีกเป็นเข็มที่สอง

ตอนนั้นอายเริ่มไปหาแพทย์แผนจีนด้วย ได้ยาชงแบบจีนมากินคู่ไปด้วย ทีนี้หมอจีนเขาก็บอกให้เรานอนเฉยๆ สักอาทิตย์นึง อายก็โอเค นอนเฉยๆ ไปหนึ่งอาทิตย์ แล้วก็โอเคขึ้น

นอนเฉยถึงขั้น bed rest หรือเปล่า

ไม่ขนาดนั้นค่ะ เรียกว่าเน้นนอนดีกว่า คือยังลุกเดินไปทำอะไรได้ ไปเข้าห้องน้ำได้ แต่ว่าลดการเคลื่อนไหวลง นอนเฉยๆ ให้มากหน่อย ซึ่งมันก็แอบสวนทางนิดนึง เพราะคุณหมอแผนปัจจุบันไม่ได้บอกว่าให้นอน เขาให้ใช้ชีวิตตามปกติ แค่ระวังการเดิน อย่าลื่น อย่าล้ม แต่เราก็เลือกนอนดีกว่า (หัวเราะ)

ความรู้สึกของคนกำลังจะเป็นแม่ กังวลแค่ไหน

กังวลมากค่ะ อายพูดกับสามีตลอด ว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนะ แต่เราก็จะทำให้ดีที่สุด จริงๆ เครียดมากนะคะ นอนร้องไห้เป็นดราม่าควีน พูดตรงๆ คือถ้าไม่รู้ซะเลยก็คงไม่เป็นไร แต่พอเรารู้ว่ามีเขาอยู่ในท้องแล้ว ยังไงก็ต้องพยายามประคับประคองให้เขาอยู่กับเราให้ได้

พยายามนานแค่ไหน ถึงมั่นใจว่าเขาปลอดภัย

สามเดือนค่ะ เพราะสามเดือนเป็นช่วงที่ลูกจะเกาะมดลูกเราแน่นแล้ว ไม่ค่อยเสี่ยงแล้ว และเขาก็พร้อมที่จะเจริญเติบโตแล้ว

พอมั่นใจว่าเขาอยู่ อายก็หาข้อมูลเลยว่าคนท้องต้องทำยังไง เราจะดูแลเขายังไง จริงๆ อายเป็นคนไม่ซีเรียส แต่ว่าเชื่อฟังคุณหมอ เพราะอายถือหลักการว่า ต่อให้เราไปอ่านข้อมูลมาล้านแปด แต่คนที่ดูแลเราใกล้ชิดตอนนั้นก็คือคุณหมอที่ตรวจเรามาตั้งแต่ต้นจริงๆ เพราะฉะนั้น อายเลยอ่านทุกอย่างเอาไว้เป็นความรู้ส่วนนึง แต่ว่าแนวทางการปฏิบัติจริงๆ คุณหมอแนะนำยังไง อายก็เชื่อคุณหมอ

คุณแม่อยากได้ลูกสาวหรือลูกชาย

จริงๆ ยังไงก็ได้ แต่ลึกๆ เลยก็ไม่อยากมีลูกสาว เพราะเราคงเป็นห่วง แต่เห็นคนอื่นเขามีลูกสาวก็น่ารักมากเลยนะ แต่ก็รู้สึกว่าถ้าเป็นลูกผู้ชายอายคงอุ่นใจกว่า (หัวเราะ) ส่วนสามีก็ไม่เคยเอาความคาดหวังมากดดันเรา เขาไม่เคยบอกว่าอยากได้เพศไหนมากกว่า เพราะบอกมาแล้วเราก็กดปุ่มเลือกให้ไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ)

พอครบ 15 สัปดาห์ อายก็ตรวจ NIFTY Test เพราะอาการปวดท้องช่วงแรกทำให้เราอยากจะมั่นใจทุกอย่าง ซึ่งผลพวงของการตรวจ NIFTY คือทำให้เรารู้เพศของเด็กไปด้วย

ชีวิตคนท้องเต็มรูปแบบ

หลังจากตรวจ NIFTY แล้ว อายถึงแพ้ท้องเหมือนคนท้องจริงๆ แล้ว คือโอ้กอ้าก ได้กลิ่นอะไรก็ทนไม่ได้ กินไม่ค่อยได้ น้ำหนักก็เลยคงที่ เสมอต้นเสมอปลาย แต่คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไร ก็กินเท่าที่กินได้ไปก่อน เพราะถึงอายพยายามกินมากไป มันก็อ้วกออกมาอยู่ดี แล้วก็แพ้ท้องจนถึงช่วงหกเดือน ก็เริ่มโอเค น้ำหนักตัวขึ้นตามที่ควรจะเป็น

คลอดน้องร็อกกี้ด้วยวิธีไหน

ผ่าค่ะ เพราะคุณหมอประเมินแล้ว ว่าน้องตัวใหญ่เกินกว่าที่อายจะคลอดไหว คือน้องน้ำหนักสามกิโลฯ สำหรับแม่ที่ตัวเท่าอายถือว่าใหญ่นะ คุณหมอก็เลยบอกว่าผ่าเถอะ เพราะถ้าคลอดเองแล้วคลอดไม่ได้ หมอก็ต้องผ่า ต้องเสียเงินสองเด้งนะ อายก็เลยงั้นไม่เป็นไรค่ะ ผ่าเลย (หัวเราะ)

วันแรกที่พาลูกกลับบ้าน

โอ้โห… ตอนอยู่โรงพยาบาลสบายมากเลย เหมือนคุณนาย มีพยาบาลคอยช่วย เราก็รู้สึกว่าลูกเราหลับดีจังเลย แต่พอกลับมาบ้านเท่านั้นแหละ ได้เจอความเป็นจริง ลูกหิวเราก็ไม่รู้ เหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เหมือนเราก็ต้องเรียนรู้ลูก ลูกก็ต้องเรียนรู้เรา อายก็พยายามเรียนรู้เขาว่า ถ้าร้องไห้แปลว่าเขาหิวหรือเปล่า หรือแปลว่าอะไร

แต่ก็จะมีปัญหาตรงที่อายกับสามีเลี้ยงลูกเอง แต่เราเป็นครอบครัวใหญ่ ก็จะมีอาม่า อากง คุณยาย ที่แวะมาหาหลานในช่วงแรกๆ พอหลานร้องไห้ปุ๊บ ก็เอาแล้ว แม่ต้องให้ลูกกินนมนะ ร้องปุ๊บ ต้องให้กินนมนะ เป็นอย่างนี้

ปัญหาแรกของเราก็คือการ overfeeding หรือให้ลูกกินนมมากไป เพราะเราทำอะไรไม่ถูก ผู้ใหญ่พอเห็นหลานร้องก็เข้าใจว่าหิว ต้องให้กินนะ

ช่วงแรกๆ อายร้องไห้เพราะลูกอึวันนึงเป็นสิบครั้ง อายไม่รู้ว่าเพราะอะไร เข้าใจว่าตัวเองเลี้ยงลูกไม่ดี เราไม่รู้ว่าทำไมลูกเรากินเสร็จแล้วอึเลย ทั้งที่คิดว่าอ่านมาพอแล้วนะ ไม่เห็นมีใครบอกเลย ว่าเด็กจะเป็นแบบนี้ ก็ร้องห่มร้องไห้ โทร.หาคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าใจเย็นๆ โชคดีที่สามีคอยช่วย เขาจะอยู่ใกล้ๆ ตลอด ตั้งแต่เลี้ยงร็อกกี้มา คิดว่ามีแค่หน้าที่ปั๊มนมเท่านั้นที่เขาทำแทนอายไม่ได้

การเลี้ยงลูกท่ามกลางสายตาของอาม่า อากง และญาติผู้ใหญ่

พูดตามตรงก็ยากนะ ลำพังสองคนพ่อแม่ก็ยังเป็นความเห็นของคนสองคน แต่พอเริ่มมีความเห็นของคนที่สามสี่ห้า เราก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไง จะอยู่ยังไง ให้มีความสุข เราจะค้านเต็มที่หรือสุดโต่งก็ไม่ได้ จะเชื่อทุกอย่างก็ไม่ได้ เพราะบางอย่างก็เหมือนเป็นความเชื่อที่ไม่มีวิทยาศาสตร์มารองรับ ซึ่งคนยุคเราก็ต้องอยากจะเชื่อคุณหมอแผนปัจจุบันมากกว่า

อายก็ใช้วิธี ถ้าเป็นทางคุณแม่ของอาย อายจะคุยเอง แต่ถ้าเป็นทางบ้านสามี อายกับสามีก็ต้องคุยกันให้เข้าใจก่อน ตรงนี้สำคัญที่สุด จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง มันอยู่ที่เรากับสามีต้องเข้าใจกันก่อน แล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของคนที่ไปพูด เช่น เราพูดกับแม่เรา สามีก็ช่วยพูดกับพ่อแม่เขา

มีเรื่องอะไรบ้างที่การเลี้ยงของเรากับคนรุ่นก่อนไม่ตรงกัน

หลักๆ ก็เรื่องให้กินนมมากเกินไปนี่แหละ พอโตหน่อยก็เริ่มมีเรื่องป้อนกล้วยป้อนอ้อยด้วย (หัวเราะ) แล้วก็เรื่องให้นมแม่ เพราะผู้ใหญ่ชอบกังวลว่า ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวจะพอเหรอ ลูกจะอิ่มไหม จะอ้วนไหม อาจเพราะเขาเห็นว่าอายเป็นแม่ตัวเล็ก ก็กลัวว่าหลานจะกินไม่อิ่ม กินไม่พอ

แต่คุณอายก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว

ใช่ค่ะ นมแม่อย่างเดียวจนถึงสองขวบ แต่ตอนคลอดสามวันแรก อายมีน้ำนมไม่พอ แล้วน้องก็น้ำหนักลดไปเกือบสามขีด คุณหมอก็เริ่มมาบอกว่าต้องเสริมนมผง อายก็บอกว่าจะเสริมนมผงก็ได้ แต่ว่าอายก็ไม่หยุดที่จะเอาลูกเข้าเต้า

อายคิดว่าที่เขาบอกกันว่าอย่าเสริมนมผงให้ลูก มันเป็นเพราะว่า พอแม่เห็นลูกอิ่ม ก็พอใจแล้ว แม่ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามให้ลูกกินนมแม่ ส่วนลูกก็จะไม่ยอมดูดเต้า เพราะเขากินอิ่มแล้ว แต่ของอาย ถึงลูกจะได้นมเสริมแล้ว ก็ยังพยายามต่อ ซึ่งพอกลับบ้านมาได้หนึ่งวัน น้ำนมก็มาตามปกติ ก็ไม่ต้องให้นมผงแล้ว

ตั้งแต่เลี้ยงน้องร็อกกี้มาจนถึงตอนนี้ (อายุ 2 ขวบ 7 เดือน) คิดว่าตอนไหนเลี้ยงยากที่สุด

ตอนนี้ (หัวเราะ) เพราะตอนที่ไม่รู้จักกัน เราอุ้มเขาก็หยุดร้อง เอาไปวางนอนที่ไหนก็ได้ มีแค่กิน อึ นอน แต่ยิ่งโตก็ยิ่งอยู่ในจุดที่เราจะไปบงการอะไรไม่ได้ เพราะเขาก็มีความคิดเป็นของตัวเอง ก็ยิ่งต้องเรียนรู้กันมากขึ้นไปอีก ว่าเขาเป็นแบบไหน เพราะว่าเขามีตัวตนชัดเจน

“ลูกจะเป็นเหมือนสิ่งที่เขาเห็นว่าเราเป็น
เราเป็นแบบไหน ลูกก็จะเป็นแบบนั้น”

ตัวตนของร็อกกี้ตอนนี้เป็นอย่างไร

อายว่าลูกจะเป็นเหมือนสิ่งที่เขาเห็นว่าเราเป็น เราเป็นแบบไหน ลูกก็จะเป็นแบบนั้น อายเชื่ออย่างนั้นนะคะ เช่น เวลาเราเจอคนอื่นแล้วเราสวัสดี ลูกก็เรียนรู้และสวัสดีเหมือนกัน มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ บางทีเราเผลอปากดุหมา ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลูกทำตาม แต่เขาก็เอาบ้าง ดุบ้าง เพราะฉะนั้น เด็กเขาไม่ได้ไปเป็นคนที่ไกลตัวหรอกค่ะ เวลาเราโมโหพฤติกรรมลูกหรืออะไรก็ตาม อายคิดว่าเขาก็เป็นในสิ่งที่เขาเห็น อายเลยไม่ค่อยดุว่าทำไมลูกทำอย่างนี้

“เราสองคนก็ไม่ได้ทุ่มให้ลูกหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
อาจจะฟังดูแปลก แต่อายคิดว่าเราก็ยังต้องมีชีวิตของตัวเองด้วย
อาจจะสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่ยังต้องเป็นเวลาของเราสองคน”

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากมีน้องร็อกกี้

เปลี่ยนไปมาก อายว่าไม่มีใครรู้หรอก ว่าตัวเองจะเป็นแม่แบบไหน ให้นึกคงนึกไม่ออก จนวันที่เราได้เห็นหน้าลูก แล้วเราจะรู้เองว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องห่วงสวยไหม (หัวเราะ) พอจะมีลูกเราก็ตัดทุกอย่าง แฟชั่นหรือออกไปแฮงเอาต์ก็ไม่มี ยิ่งในช่วงแรกที่เหมือนเรายังปรับสมดุลในชีวิตไม่ได้

เป็นความตั้งใจ หรือว่าเพราะมีลูกแล้วทำไม่ได้จริงๆ

ตั้งใจนะคะ คืออายกับสามีเหมือนกันตรงที่เราใช้ชีวิตวัยรุ่นมาพอแล้ว เที่ยวแล้ว ทำทุกอย่างเท่าที่วัยรุ่นคนนึงอยากทำแล้ว พอเราคิดว่าโอเค อยากมีลูกแล้ว อายก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองล่วงหน้า และเราก็มีข้อตกลงกับสามีแล้วว่า ถ้ามีลูก first priority ในช่วงสามปีแรกจะต้องให้ลูก

แต่เราสองคนก็ไม่ได้ทุ่มให้ลูกหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะฟังดูแปลก แต่อายคิดว่าเราก็ยังต้องมีชีวิตของตัวเองด้วย อาจจะสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่ยังต้องเป็นเวลาของเราสองคน เพราะถ้าเราไปทุ่มทุกอย่างไว้ที่ลูก มันเหมือนเราเอาความหวัง ความสุขทั้งหมดไปฝากไว้ที่เขา แล้วความสุขของคนสองคนในฐานะสามีภรรยามันจะแย่

เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ว่าคือเปลี่ยนชีวิตเราสองคน พอมีลูกทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แต่เราจะทำยังไงให้มันบาลานซ์ ทั้งลูกและความรักของเรา

อายคิดว่าบางคนเอาเวลาทั้งหมดไปให้ลูก จนลืมว่า เฮ้ย เราต้องดูแลกันเองด้วย ตัวเราเองก็ต้องดูแลสามีนะ ไม่ใช่ลืมเขาไปเลย

การดูแลสามีและตัวเองหลังคลอด

เรื่องน้ำหนักก่อนเลย คิดว่าคุณแม่ทุกคนก็คงกังวลเรื่องนี้ ตอนท้องอายน้ำหนักขึ้นมา 15 กิโลฯ แต่พอคลอดแล้วอายให้นม ให้นม ให้นม เดือนแรกน้ำหนักก็หายไปแล้วสิบกิโลฯ ยังไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วก็มีอยู่ไฟบ้าง พออยู่ไฟก็รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น แต่พูดตรงๆ นะ ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย จนลูกใกล้หนึ่งขวบ ถึงเริ่มมีเวลาไปโยคะบ้าง

ชีวิตคุณแม่กับความสวยความงาม

ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย แต่ก็มีแต่งหน้าบ้างนะคะ แล้วก็ทำสีผม เพราะถามคุณหมอแล้วว่าทำได้ สารเคมีจากการทำสีผมไม่ได้มีผลอะไรกับนมแม่ มีปัญหาแค่ว่า ถ้านั่งทำสีผมนาน แล้วนมจะคัดแค่นั้นเอง (หัวเราะ) แต่เรื่องโบท็อกซ์อะไรพวกนี้ไม่ทำเลย เพราะถ้าจะให้นมลูกร่างกายเราต้องคลีน

อาหารการกินของตัวเองหลังคลอด

อายกินปกติ น้องเกิดมาก็ไม่แพ้อะไรเลย อายคิดว่าส่วนนึงมาจากวิธีที่กินตอนอายท้อง คือจริงๆ อายเป็นภูมิแพ้ น้องก็เสี่ยงที่จะเป็นภูมิแพ้ เพราะแม่เป็นเต็มๆ แต่จนตอนนี้ร็อกกี้ยังไม่เคยแอดมิตโรงพยาบาลเลย ยังไม่เคยเป็น RSV เลย

“อายคิดว่าสิ่งที่วิเศษคือเขารู้ว่าตัวเขาต้องทำอะไร
เราแค่เป็นคนที่ต้องคอยหาสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เขาได้เจอตัวเองเร็วที่สุด”

คุณอายนิยามตัวเองเป็นแม่แบบไหน

อายเป็นแม่สายชิล แต่เป็นสายชิลที่มีวินัย คือเราไม่บังคับว่าลูกต้องเป็นแบบไหน แต่เราให้ความสำคัญกับรูทีน อายว่าคนเราต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง เช่น ถึงเวลานี้ลูกต้องกินข้าวนะ เวลานี้ลูกต้องนอน เวลานี้ต้องอาบน้ำ อายขอลูกแค่นั้น ไม่ใช่เวลารวนไปหมด

แต่ที่ไม่ซีเรียสคือโตขึ้นเขาอยากเป็นอะไร อายคิดว่าสิ่งที่วิเศษคือเขารู้ว่าตัวเขาต้องทำอะไร เราแค่เป็นคนที่ต้องคอยหาสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เขาได้เจอตัวเองเร็วที่สุด

มีแพลนจะมีน้องให้ร็อกกี้อีกไหม

มีค่ะ คิดไว้ แต่อายคิดว่าเรื่องความตื่นเต้นคงไม่ต่าง แต่เรื่องวิธีการเลี้ยงหรือความเข้าใจที่เรามีต่อเด็ก น่าจะดีขึ้นมาก

คิดว่าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรจากตอนที่เลี้ยงน้องร็อกกี้บ้าง

ก็ยังอยากเลี้ยงเหมือนที่เลี้ยงร็อกกี้นะ แต่ถ้าทำได้ก็มีสิ่งที่อยากลองคือ อยากเลี้ยงแบบ BLW (ฺBaby Led Weaning) หรือให้ลูกหยิบอาหารกินเอง เพราะร็อกกี้เขาเริ่มจากกินอาหารปั่นมาก่อน ถึงค่อยเริ่มหยิบกิน

“เราอย่าทำให้คุณค่าในตัวเองลดลง
แต่ถ้าจะออกจากงานแล้วหาอย่างอื่นทำก็ได้นะ
อย่างตอนนี้อายเป็นบล็อกเกอร์ มันก็มีงานมีรายได้เข้ามา
แต่สิ่งที่ทำ มันไม่ได้เกิดจากความพยายามอยากจะเป็น
มันเกิดจากแพสชั่นที่เราโฟกัสและจริงจังกับสิ่งที่เราชอบ”

ถ้าให้ฝากถึงว่าที่คุณแม่ ที่ยังมีปัญหาหรือกังวลเรื่องการเลี้ยงลูก เช่น ไม่สามารถออกจากงานมาเลี้ยงลูกฟูลไทม์ได้

อายขอแยกเป็นสองกรณีละกัน สำหรับแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน อายเชียร์นะ ถ้ามันเป็นอนาคตของคุณ แล้วเราก็ใช้เวลาที่กลับมาบ้าน หรือว่าเลิกงานแล้ว อยู่กับลูกให้ดี อายเชื่อว่า quality time สำคัญ คือถึงเราจะมีเวลาอยู่บ้านแค่สัปดาห์ละสองวัน แต่ถ้าเป็นสองวันที่มีคุณภาพ มันก็อาจดีกว่าคนที่อยู่บ้านกับลูกเจ็ดวัน แต่พี่เลี้ยงคอยเลี้ยงลูกให้ทั้งวัน ได้คุยกับลูก ใส่ใจลูกจริงๆ น้อยมาก

แต่ถ้าเลือกได้หรือมีทางเลือก อายเองก็ออกจากงานมาทำงานที่บ้าน แต่ไม่จำเป็นต้องซีเรียสมาก อายคิดว่าคนเรามีปัจจัยในการเติบโตเยอะมาก อายก็เป็นคนนึงที่โตมากับแม่ที่ทำงานนอกบ้าน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราก็เข้าใจแม่

อายคิดว่าเราอย่าทำให้คุณค่าในตัวเองลดลง แต่ถ้าจะออกจากงาน แล้วหาอย่างอื่นทำก็ได้นะ อย่างตอนนี้อายเป็นบล็อกเกอร์ มันก็มีงานมีรายได้เข้ามา แต่สิ่งที่ทำ มันไม่ได้เกิดจากความพยายามอยากจะเป็น มันเกิดจากแพสชั่นที่เราโฟกัสและจริงจังกับสิ่งที่เราชอบ

เหมือนที่แพสชั่นของคุณอายกลายเป็นเพจ Rocky Journey

คืออายทำอาหารให้ลูกกินอยู่แล้ว แต่ทำแล้วก็ถ่ายรูปเก็บสูตรไว้ดีกว่า การทำเพจ Rocky Journey ก็เหมือนทำเพราะอยากเก็บไว้เป็นไดอารี่ เพราะจริงๆ มันเป็นการเทสต์ผักให้ลูกด้วย ว่าผักนี้เขากินได้ไหม อาหารนี้เขากินได้ไหม

อายคิดว่าถ้าหาแพสชั่นตัวเองเจอ ว่าเราเป็นคนแบบไหน เป็นแม่แบบไหน ชอบทำอาหาร ชอบเที่ยว หรือชอบทำกิจกรรมอะไร มันอาจจะกลายเป็นรายได้กลับมา แต่ที่สำคัญคือมันต้องมาจากความจริงใจ มาจากแพสชั่นของตัวเอง

 

 

 

NIFTY Test (Non-Invasive Fetal TrisomY Test) คือ นวัตกรรมใหม่ในการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์ จากการตรวจเลือดของคุณแม่ เพื่อประเมินความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21

 

สัมภาษณ์วันที่ 25 ตุลาคม 2561

Sisata D.

Editor in Chief, ชอบเล่นกับลูกคนอื่นและอัพรูปหลานลงอินสตาแกรม

RELATED POST