READING

INTERVIEW: FIVE FOR FIGHTING—ผู้หญิงตัวเล็กๆ กับเด...

INTERVIEW: FIVE FOR FIGHTING—ผู้หญิงตัวเล็กๆ กับเด็กห้าคน

ถ้าให้นึกถึงกลุ่มคนจำนวนห้าคน หลายคนอาจจะนึกถึงขบวนการเรนเจอร์หรือเหล่าฮีโร่ห้าสีต่างๆ แต่ถ้าให้นึกถึงเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันห้าคน บางคนอาจจะนึกถึงเด็กๆ ในคลาสเรียนพิเศษขนาดเล็ก

 

แต่สำหรับ คุณแม่เกี๊ยวกุ้ง—จิตติกานต์ แก้วงาม และสามี—คุณปฐมพล ศิริบัญชาวรรณ ถ้าพูดถึงเด็กห้าคน คงจะนึกถึงใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากน้องเอ็ดเวิร์ด น้องแอนดรูว์ น้องแอลลี่ น้องเอวี่ และน้องเอมม่า ลูกแฝดหญิงสาม ชายสอง รวมกันเป็นแฝดห้าพี่น้อง ตั้งเป็นขบวนการเรนเจอร์ได้พอดิบพอดี

แต่ก่อนที่เด็กๆ จะเติบโตไปถึงขั้นนั้น เราชวนคุณแม่เกี๊ยวกุ้ง พาลูกๆ ทั้งห้า ในวัยห้าขวบกว่า (ที่จำเป็นต้องแท็กทีมมาพร้อมคุณพ่อและคุณตา) มานั่งคุยกันท่ามกลางความอลหม่านของเด็กๆ ในวันธรรมดาหลังเลิกเรียนวันหนึ่ง…

จริงๆ แล้วเป็นคนมีลูกยาก

ใช่ค่ะ พอแต่งงานแล้วไม่มีลูกสักที เราก็เลยไปปรึกษาแพทย์ เริ่มจากพยายามนับวันไข่ตก แต่ไม่สำเร็จ เพราะสามีค่อนข้างอายุมาก ส่วนเราเป็นคนมดลูกต่ำ ยิ่งทำให้มีลูกยาก ก็เลยตัดสินใจทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือฉีดเชื้อกับไข่โดยตรง ทำครั้งแรกติด แต่ว่าหลุด ครั้งที่สองไม่ติด ครั้งที่สามไม่ติด จนมาสำเร็จในครั้งที่สี่ รอมาประมาณสามปีได้

ในใจตอนนั้นอยากได้กี่คน

หนึ่งคนค่ะ ตั้งแต่อยากมีลูก เราก็นึกถึงการมีคนเดียวมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ทำ ICSI คุณหมอจะใช้ไข่สามใบ ซึ่งปกติก็ต้องใส่เผื่อไว้อยู่แล้ว

8

ตอนคลอดคุณหมอก็ดึงออกมาทีละคน ทีละคน
จนได้ยินเสียงคุณหมอบอกว่าครบแล้วนะสี่คน ให้คุณแม่นอนพักผ่อน
เดี๋ยวหมอจะเย็บแผล เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงคุณหมอ “เฮ้ย! มีอีกคน”

แล้วรู้ตัวตอนไหนว่าได้แฝดห้า

รู้ว่าห้าคนตอนคลอดค่ะ เพราะอัลตราซาวนด์ครั้งแรกตอนสองเดือน คุณหมอเห็นแค่สี่คน แล้วหลังจากนั้นตรวจกี่ครั้งก็เห็นแค่สี่คนมาตลอด

จากตอนแรกอยากได้คนเดียว พอรู้ครั้งแรกว่าน้องมีสี่คน

คือเราไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนว่าการทำแบบนี้จะมีโอกาสได้ลูกแฝด คิดไว้เต็มที่หนึ่งคน ถ้าได้ก็ดีใจมากแล้ว

 

ตอนอัลตราซาวนด์แล้วคุณหมอบอกว่าสี่ก็ตื่นเต้น แต่จริงๆ เรากลัวลูกเสียชีวิตมากกว่า เพราะเราเป็นคนตัวเล็ก พอแพ้ท้องมาก น้ำหนักก็ลดเหลือ 37 กิโลกรัม ก็เป็นห่วงลูกว่าเขาจะอยู่กันได้ไหม ทีมแพทย์ก็เป็นห่วงกันมาก บอกว่าอาจต้องมีการเอาน้องออกบางคน เพราะว่าคุณแม่ตัวเล็กมาก แต่เราไม่ยอม บอกว่างั้นขอนอนโรงพยาบาลเลยแล้วกัน

เพราะอะไร…

เพราะคุณหมอบอกว่า มันเสี่ยงและอาจจะแท้งได้ตลอดเวลา ตอนนั้นประมาณสองเดือน เราก็เลยขอนอนโรงพยาบาลเลย เพราะแพ้ท้องหนักมาก รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอมาก แล้วก็อยู่โรงพยาบาลไปถึงวันคลอด

หมายถึงอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่อายุครรภ์สองเดือนจนวันคลอด

ใช่ค่ะ ตอนแรกนอนไปได้ประมาณเดือนกว่า คุณหมอเห็นว่าน่าจะต้องอยู่ยาวแล้ว เลยแนะนำให้อยู่คอนโดฯ ของโรงพยาบาล เราก็ย้ายไปนอน ทุกอาทิตย์ก็จะมีคนขึ้นไปเข็นเตียงเราลงมาทำอัลตราซาวนด์ ให้คุณหมอคอยตรวจตลอด อัปเดตกันทุกสัปดาห์ ก็จะได้เห็นพัฒนาการลูกตลอดว่าเขาปลอดภัย

นอนเฉยๆ หรือลุกเดินไปไหนมาไหนได้บ้าง

คุณหมอแนะนำว่าไม่ให้เดินเลย แต่แรกๆ ก็จะเข้าห้องน้ำเองบ้าง แต่พอประมาณห้าเดือนท้องก็โตมากขึ้น ตั้งแต่ตอนนั้นก็พยายามนอนกับนั่ง ไม่กล้าเดินเลย

ถือว่าปกติไหม ที่ตั้งท้องแฝดหลายคนแล้วคุณแม่ต้องนอนเฉยๆ

อันนี้เกี๊ยวก็ไม่แน่ใจ เพราะที่โรงพยาบาลเขาบอกว่า เขาเคยมีแต่แฝดสามคน ตอนเกี๊ยวเขาก็เข้าใจว่าแค่สี่คน

 

แต่จริงๆ ช่วงนั้นมันเป็นช่วงน้ำท่วม (ปี 54) คือคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ก็จริง แต่ว่ามันมีความเสี่ยง และเราต้องกลับมาให้ตรวจทุกอาทิตย์ แล้วการนั่งรถหรือเดินทางบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดี แล้วสถานการณ์ตอนน้ำท่วมด้วย เครียดด้วย ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก

แล้วมาอยู่โรงพยาบาลนานอย่างนั้น เราอุ่นใจหรือเครียดมากกว่ากัน

คือพอมั่นใจว่าเราจะทำยังไงก็ได้ ให้ลูกอยู่กับเราครบทุกคน ก็พยายามไม่คิดอะไรมากเลย รู้แต่ว่าต้องเข้มแข็งแล้วก็ผ่านมันไปให้ได้ทีละวัน คิดแค่ต้องกินให้ได้ นอนให้หลับ เพื่อให้ลูกโตขึ้นทุกวันๆ

ถามคุณแม่ตรงๆ ว่าเบื่อไหม

สุดๆ ค่ะ (หัวเราะ) แต่ถามว่าทนได้ไหม มันก็ทนได้ เพราะเราอยากให้เขาเกิดมามากๆ เรายอมทิ้งทุกอย่างไปเลย

คุณหมอดูแลใกล้ชิดมาก แต่ก็ไม่เคยอัลตราซาวนด์เจอน้องคนที่ห้า

เราใช้หมอถึงสามคนเวลาอัลตราซาวนด์ หมอคนนึงก็บอกว่า ลูกเป็นผู้หญิงสองผู้ชายสอง บางทีอีกคนก็บอกผู้หญิงสามผู้ชายหนึ่ง มันจะสลับกันไปมาแบบนี้ แต่ทุกครั้งก็ยังมั่นใจว่ามีน้องแค่สี่

 

ที่ตลกคือคุณพ่อเขา (สามี) จะชอบเอาที่ตรวจฟังเสียงหัวใจที่ซื้อมาจากอินเทอร์เน็ต คือซื้อมาเล่นๆ แล้วเอามาฟังที่ท้อง คุณพ่อก็บอกว่าได้ยินเสียงหัวใจห้าดวง เหมือนมีเด็กห้าคน แล้วเราก็ไปดุเขาว่า เอ๊ะ ก็หมอบอกว่าสี่คน เครื่องมืออันละสองพัน จะมาสู้อะไรกับเครื่องมือคุณหมอ แล้วหมอเขาก็ตรวจมาตั้งกี่ครั้ง (หัวเราะ)

วันคลอดที่พบว่ามีลูกคนที่ห้า

ตอนคลอดคุณหมอก็ดึงออกมาทีละคน ทีละคน จนได้ยินเสียงคุณหมอบอกว่าครบแล้วนะสี่คน ให้คุณแม่นอนพักผ่อน เดี๋ยวหมอจะเย็บแผล เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงคุณหมอ “เฮ้ย! มีอีกคน”

แล้วเขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีคู่ เพราะคนอื่นจะเป็นแฝดที่เหมือนกัน (แฝดแท้) เป็นคู่ๆ แล้วคู่แฝดแท้นี่เกิดมาจะมีคนนึงตัวใหญ่ อีกคนตัวเล็ก เพราะเขาแย่งอาหารกันในท้อง แต่น้องคนสุดท้องเขามาคนเดียว ก็จะตัวอวบมาเลย

น้องคลอดตอนอายุครรภ์กี่สัปดาห์

32 สัปดาห์ค่ะ ตอนนั้นเริ่มท้องแข็งบ่อยๆ เป็นอาการเตือนของคนใกล้คลอด แล้วเราเป็นคนจีน โบราณเขาบอกว่า ถ้าคลอดในเดือนที่แปดจะไม่ดี คลอดเดือนที่เจ็ดหรือไม่ก็เก้าถึงจะใช้ได้ ตอนนั้น 32 สัปดาห์ คืออีกวันสองวันจะครบแปดเดือนแล้ว

น้องแข็งแรงทุกคน

แข็งแรงค่ะ หายใจเองได้ มีตัวเหลืองบ้างนิดหน่อย แล้วก็น้องคนโต มีปัญหาเวลาหลับ เขาจะหลับจนลืมหายใจ ต้องมีพยาบาลคอยสะกิดให้เขาตื่นมาหายใจ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ต้องอยู่ตู้อบอีกสองเดือน เป็นธรรมดาของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

นึกไม่ออกเลยว่ากลับมาบ้านแล้วจะเลี้ยงอย่างไร

โชคดีตรงที่ตอนลูกเล็กๆ เราได้พยาบาลที่เขาเกษียณแล้ว มาช่วยเป็นพี่เลี้ยง แล้วเขาก็สอนเราไปด้วย

เตรียมพร้อมไว้แต่แรกเลย

ไม่เลยค่ะ เพิ่งได้พยาบาลมาตอนคลอดแล้ว ถึงมีคนแนะนำให้ว่ามีพยาบาลที่เกษียณแล้วคนนึง แกน่ารัก และเลี้ยงเด็กได้ด้วย

เราเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กอยู่แล้ว ที่บ้านมีแต่คุณยาย (คุณแม่ของคุณเกี๊ยวกุ้ง) ที่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เลี้ยงเด็กห้าคนพร้อมกัน เราก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แล้วลูกเราตัวเล็กกว่าเด็กปกติ คุณยายเขาก็บอกว่าไม่มั่นใจว่าจะเลี้ยงได้ ก็เลยต้องมีพยาบาลหนึ่งคน

พยาบาลหนึ่งคนต่อเด็กห้าคน

หนึ่งต่อห้าเลยค่ะ แต่ตอนเป็นเด็กเล็ก เขาเลี้ยงง่ายมาก แค่กินนม ร้องไห้ อึฉี่ ตามปกติทั่วไป ส่วนเราก็คอยปั๊มนม

แต่น้องก็ต้องกินนมพร้อมกัน

ใช่ค่ะ ตอนแรกเราก็ได้พยาบาลคนนี้หนึ่งคนก่อน แล้วค่อยหาพี่เลี้ยง ที่จริงคือหาคนมาช่วยอุ้มลูกตอนป้อนนม เพื่อให้เขาได้กินพร้อมกัน แล้วก็มีคุณยายช่วยอีกคน เลี้ยงกันเป็นทีม รวมๆ แล้วทั้งหมดก็ห้าคน

น้องรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงมีกันอยู่ห้าคน

เราก็บอกเขานะ ว่าเขาอยู่ในท้องหม่ามี้มาด้วยกันห้าคน คุณแม่คนอื่นเขาอาจจะมีพี่น้อง 1-2 คน แต่เขามีพี่น้องที่เกิดมาพร้อมกันเยอะกว่าคนอื่น ก็บอกให้เขารักกัน

แล้วเขาก็…

ตีกัน (หัวเราะ) เขาชอบแย่งของกันแบบเด็กๆ

ที่โรงเรียน น้องๆ เรียนด้วยกันไหม

แยกโรงเรียนค่ะ ผู้หญิงอยู่โรงเรียนนึง (วัฒนาวิทยาลัย) ผู้ชายก็แยกไปอีกโรงเรียน (อำนวยศิลป์)

อันนี้เป็นความตั้งใจที่อยากให้เขาเรียนกันหรือเปล่า

ที่จริงก็ไม่ค่ะ ตอนอนุบาล 1 เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เขาก็เรียนที่เดียวกัน เราคิดว่าเด็กๆ เรียนใกล้บ้านไว้ก่อนก็สะดวกดี แต่พอดีคุณพ่อเขาชอบโรงเรียนหญิงล้วน อยากให้ลูกเป็นกุลสตรี แล้วความปลอดภัยสำหรับเด็กผู้หญิงก็น่าจะดี ก็เลยลองให้เขามาสอบเข้าอีกโรงเรียน

แยกห้องเรียนหรือเปล่า

แยกค่ะ เป็นความตั้งใจของเราด้วย ของโรงเรียนด้วย คุณครูเขาอยากให้เด็กรู้จักอยู่กับเพื่อนบ้าง เพราะถ้าเขาอยู่ด้วยกัน เขาก็จะไม่ค่อยมีสังคม ห่วงคุยกันเอง

ถ้าไม่ติดว่าคุณพ่ออยากให้น้องผู้หญิงเรียนโรงเรียนหญิงล้วน คุณแม่คิดว่าจำเป็นต้องแยกโรงเรียนกันไหม

จริงๆ ถ้าเรียนโรงเรียนเดียวกัน มันสบายขึ้นนะ เพราะเราได้ส่วนลดเยอะกว่า (หัวเราะ) คือโรงเรียนเขาเห็นว่าเราต้องจ่ายเยอะแล้ว เขาก็จะมีลดมีแถม แต่พอแยกโรงเรียน เราก็จะเหมือนมีลูกสองคนสามคนธรรมดา ไม่ค่อยได้ราคาพิเศษอะไรมาก

น้องแต่ละคนนิสัยเหมือนหรือต่างกันยังไง

เอาจริงๆ นะ ต่อให้เขาเกิดมาด้วยกันหรือใกล้กันยังไง เขาก็มีความต่างกัน อาจจะชอบเหมือนกันบ้าง หรือไม่ชอบเหมือนกันบ้าง อาจจะเพราะอยู่ด้วยกัน ดูเผินๆ เหมือนจะคล้ายกันไปหมด แต่บางทีเขาก็จะบอกว่า ไม่ชอบที่คนนี้ทำแบบนี้เลย อีกคนก็จะบอกว่าฉันชอบแบบนี้ แต่ไม่ชอบแบบนี้ อะไรที่เขาคิดไม่เหมือนกัน เขาจะพูดออกมาเอง

อะไรที่น้องชอบเหมือนกัน

อย่างเสื้อผ้า ตอนนี้เขาห้าขวบแล้ว แต่ถ้าคุณแม่ซื้อเสื้อผ้าให้เขาเหมือนกัน เขาก็ยังดีใจที่ได้ใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน

ยังไม่ถึงวัยที่ไม่อยากแต่งตัวเหมือนกัน

ยังไม่มีเลย แต่เวลาคนอื่นให้ชุดมา แล้วให้มาแค่ชุดเดียว ก็จะมีการแย่งกันบ้าง เพราะทุกคนอยากใส่ เราก็ต้องบอกให้เขาสลับกันใส่

ตั้งแต่ฟังมา ดูเหมือนเลี้ยงเด็กห้าคนไม่ยากอย่างที่เราคิด แล้วเรื่องที่ยากที่สุดจริงๆ คืออะไร

ตอนลูกไม่สบาย เวลาที่เขาไม่สบายแล้วต้องนอนโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลปกติเขาจะให้นอนห้องละหนึ่งคน หรือถ้าสองคนก็ต้องมีเตียงเสริม ถ้าห้องนี้นอนสองคน แล้วอีกสามคนทำยังไง ก็ต้องเปิดห้องเพิ่ม แต่คุณแม่ก็มีคนเดียว คุณพ่อก็คนเดียว เวลาต้องเปิดหลายห้องแล้วลำบากมาก ต้องคอยเดินดูทุกห้อง

บางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้นอนด้วยกันเลย ต้องเปิดห้าห้อง แต่สุดท้ายบางทีก็แอบอุ้มมานอนด้วยกัน (หัวเราะ)

เวลาพาน้องออกไปนอกบ้านพร้อมกันห้าคน

ครั้งแรกเขายังเล็ก พาไปบ้านญาติที่เมืองกาญจน์ จำได้ว่าใช้คนเยอะมาก ของเยอะมาก กระเป๋าเยอะมาก เพราะตอนนั้นทุกอย่างมีห้าอัน ของมากขึ้นเป็นห้าเท่า เราไปรถตู้แต่แทบไม่มีที่จะนั่งแล้ว เพราะของเยอะมาก ไหนจะพวกที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าเด็กที่ต้องใช้เยอะกว่าเรามาก

 

“ปกติถ้าต้องทำโทษ จะทำโทษพร้อมกันห้าคน
ก็จะมีคนที่บอกว่า ทำไมล่ะ หนูไม่ได้ทำนะ
เราก็จะอธิบายว่า หนูไม่ได้ทำ แต่หนูควรบอกพี่บอกน้อง
จะได้ไม่ต้องโดนเหมือนกันทุกคน เพราะเราถือว่าเขาอยู่ด้วยกัน”

 

แนวทางการเลี้ยงลูกแฝดห้าคน

จริงๆ อยากให้เขาเป็นทั้งพี่น้องกัน และก็อยากให้เขาเป็นเพื่อนกัน คือคุณแม่จะบอกเขาว่า ใครเกิดมาเป็นคนแรกคนนั้นพี่ แล้วเขาทุกคนเรียงลำดับกันยังไง แต่ถึงอย่างนั้น ก็อยากให้ผู้ชายเป็นผู้นำเสมอ คือน้องผู้ชายเขาจะรู้ว่าเขามีพี่สาว แต่ว่าเขาก็ต้องเป็นผู้นำ ต้องดูแลผู้หญิงด้วย

สเกลครอบครัวที่ตั้งใจจะมีสามคนพ่อแม่ลูก แล้วเปลี่ยนมาเป็นเจ็ด

ต้องเปลี่ยนตามเขาทุกอย่างค่ะ รถก็ต้องเปลี่ยน เรามีคาร์ซีตห้าตัวกับรถยนต์เจ็ดที่นั่ง ซึ่งถ้าใส่คาร์ซีตหมดเลยห้าตัว พี่เลี้ยงก็จะไม่มีที่นั่ง ส่วนมากก็เลยใส่ได้แค่สองตัว ที่เหลือพี่เลี้ยงต้องอุ้มเอา

พวกเรากลายเป็นครอบครัวขนาด XL บ้านก็ต้องต่อเติมขยายให้ใหญ่ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำไหว เราอาจจะทำห้องสำหรับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงแยกกันแค่นี้ก่อน แต่ที่จริงคุณแม่อยากให้นอนด้วยกันเจ็ดคนไปจนถึงที่สุด

ตอนนี้เราใช้เตียงหกฟุตสองตัววางติดกัน แล้วก็ต่อเตียงสามฟุตเพิ่มอีกอันนึง

เวลาเด็กๆ อยู่กันเองห้าคนเป็นยังไง

เขาจะมีความแบ่งพรรคแบ่งพวกนิดหน่อย เช่น ถ้าทะเลาะกัน ผู้ชายก็จะเข้าข้างกันเอง แล้วบอกว่าผู้หญิงผิด ผู้หญิงก็จะเข้าข้างกันเอง บอกว่าผู้ชายผิด จนบางทีเราว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็จะบอกว่าคุณแม่มีกล้องเปิดดูได้นะ

แต่ปกติถ้าต้องทำโทษ ก็จะทำโทษพร้อมกันห้าคน ก็จะมีคนที่บอกว่า ทำไมล่ะ หนูไม่ได้ทำนะ เราก็จะอธิบายว่า หนูไม่ได้ทำ แต่หนูควรบอกพี่บอกน้อง จะได้ไม่ต้องโดนเหมือนกันทุกคน เพราะเราถือว่าเขาอยู่ด้วยกัน

นอกจากแบ่งพรรคแบ่งพวกแล้ว น้องมีงอนหรือน้อยใจคุณพ่อคุณแม่บ้างไหม

มีค่ะ แต่เขาจะบอกออกมาเลย ตอนนี้เขาเด็ก เราว่ามันก็ดีตรงนี้ ตรงที่เขาคิดอะไรรู้สึกอะไร เขาก็บอกออกมาตรงๆ ถ้าโตกว่านี้ เขาอาจจะเก็บไว้ในใจ

สิ่งที่ดีที่สุดของการได้เป็นคุณแม่แฝดห้า

มีความสุขมาก เขาเหมือนของขวัญเลยนะ เพราะเราอยากมีลูกอยู่แล้ว แค่คนเดียวเราก็อยากมี แต่นี่ได้มาห้าคนและเขาสมบูรณ์ทั้งหมด

มันก็มีเหนื่อยบ้างเวลาเขาดื้อ แต่ถามว่าเคยอยากเลิกเลี้ยงเขาไหม ก็ไม่เคยเลย

จริงๆ เราเคยอยากมีลูกกันมากขนาดที่ไปตามสถานรับเลี้ยงเด็ก อยากขอเด็กมาเลี้ยงด้วยนะ แต่มันก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ พอมีเขาแล้วเลยคิดว่า สิ่งที่เราได้มามันคือที่สุดแล้ว ไปหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

 

สัมภาษณ์วันที่ 22 สิงหาคม 2560

Sisata D.

Editor in Chief, ชอบเล่นกับลูกคนอื่นและอัพรูปหลานลงอินสตาแกรม

RELATED POST